TH EN
 

รายงานจากคณะกรรมการ

   
Image Chairman

เศรษฐกิจไทยในปี 2562 มีอัตราการเติบโตร้อยละ 2.4 ซึ่งขยายตัวลดลงจากปีก่อนที่มีการเติบโตร้อยละ 4.2 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของการส่งออก จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และมาตรการกีดกันการค้า ที่รุนแรง ประกอบกับการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคเอกชนมีการขยายตัวที่ชะลอลง ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งในรอบปี ครั้งละร้อยละ 0.25 โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี สำหรับสินเชื่อในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ขยายตัวในอัตราที่ ชะลอลง ในขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

ในปี 2562 ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทฯ ในฐานะบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนชาต ได้มีการปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจที่สำคัญด้วยการปรับโครงสร้างกลุ่มธนชาต โดยการซื้อบริษัทย่อยและเงินลงทุนบางบริษัทจากธนาคารธนชาต มาถือหุ้นโดยตรง และได้ขายหุ้นทั้งหมดของธนาคารธนชาตให้แก่ธนาคารทหารไทย เพื่อรวมกิจการของ ทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกัน กลายเป็นธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว พร้อมทั้งเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย โดยเป็นผู้ถือหุ้นธนาคารทหารไทยในสัดส่วนร้อยละ 20.12 ซึ่งการปรับยุทธศาสตร์ดังกล่าว เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทฯ ในอนาคต เนื่องจากบริษัทฯ จะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น มีความแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งการซื้อบริษัทย่อยและเงินลงทุนบางบริษัทมาจากธนาคารธนชาต ยังเป็นการเพิ่มการกระจายตัวของแหล่งรายได้ของบริษัทฯ ได้ดียิ่งขึ้น ในการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ บริษัทฯ มีเงินสดคงเหลือประมาณ 14,000 ล้านบาท คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้อนุมัติวิธีการบริหารเงินสดส่วนเกินดังกล่าว โดยจัดสรรไปซื้อหุ้นคืนในวงเงินไม่เกิน 6,000 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินปันผลพิเศษให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในอัตราหุ้นละ 4.00 บาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ธุรกิจการเงิน และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับท่านผู้ถือหุ้น

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 16,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 954 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.04 จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานของธนาคารธนชาตและบริษัทย่อย ประกอบกับกำไรจากการขายธนาคารธนชาตให้แก่ธนาคารทหารไทย (อยู่ภายใต้รายการกำไรสำหรับปีจากผลการดำเนินงานที่ยกเลิก) ซึ่งได้ทำรายการไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ มีจำนวน 10,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,968 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.86 จากปีก่อน ซึ่งคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 9.43 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 6.74 บาท

นอกจากนี้ ในปี 2562 บริษัทในกลุ่มธนชาตยังคงได้รับการยอมรับจากองค์กรภายนอกอย่างต่อเนื่อง ยืนยันด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมาย เช่น

  • ธนาคารธนชาต ได้รับรางวัลคุณภาพระดับสากล “ธนาคารยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อรถยนต์แห่งปี” (The Best Automobile Lending Product of the Year) เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2560 รางวัล “The Asset Triple A Country Awards 2018” ประเภท Best Bond และประเภท Best Corporate Bond และรางวัล “ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตแห่งปี 2019” (The Credit Card Product of the Year in Thailand 2019)
  • บล. ธนชาต ได้รับรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2561 หรือ “IAA Best Analyst Awards 2018” จำนวน 3 รางวัล ได้รับรางวัลอันดับ 2 “Best Local Brokerage” และได้รับรางวัล “2018 Forecast Accuracy Award (FAA)” องค์กรสำรวจทางเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลก
  • บลจ. ธนชาต ได้รับรางวัล กองทุนตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพยอดเยี่ยม โดยเคยได้รับรางวัลดังกล่าวเมื่อปี 2556 และปี 2558-2561 และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นกองทุนระดับ 5 ดาวมาอย่างต่อเนื่อง
  • ธนชาตประกันภัยได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด “บริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารดีเด่น” อันดับ 1 จาก คปภ. ซึ่งมอบให้ต่อเนื่องกัน 3 ปีซ้อน และปีนี้ยังนับเป็นปีที่ 8 ที่ธนชาตประกันภัยได้รับรางวัลจากเวทีทรงเกียรติแห่งนี้ ได้รับรางวัล “Thailand’s Smart Awards” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2562 ประเภทองค์กร “บริษัทโดดเด่นแห่งปี” และได้รับรางวัลชมเชย “ผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ดีเด่นประจำปี 2561” (Best Surveyor Award 2018)
  • ปฏิทินกลุ่มธนชาต ได้รับรางวัลรองชนะเลิศปฏิทินชนิดแขวน ประเภทเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ชุด “ธ ทรงเสกสร้าง สุขสยาม” โดยได้รับรางวัลสุริยศศิธรต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16

สำหรับปี 2563 ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ยังคงต้องเผชิญความท้าทาย ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอก รวมถึงภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อยคงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทฯ จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์และนโยบายการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบให้น้อยที่สุด ประกอบกับในปี 2563 นี้ เป็นปีที่ธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาตเริ่มต้นกระบวนการ รวมกิจการ คณะกรรมการบริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการติดตามความคืบหน้าของการรวมกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่าการรวมกิจการเป็นไปด้วยความราบรื่น และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของทั้งสองธนาคารให้น้อยที่สุด ส่วนการลงทุนใน บริษัทย่อยอื่น ๆ ทั้งใน 1) ธุรกิจหลักทรัพย์ผ่าน บล. ธนชาต 2) ธุรกิจประกันภัย/ประกันชีวิต ผ่านธนชาตประกันภัย และเอ็มบีเค ไลฟ์ 3) ธุรกิจเช่าซื้อผ่านราชธานีลิสซิ่ง และ 4) ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ผ่านบบส. เอ็น เอส เอฟ บบส. แม๊กซ์ และ บบส. ทีเอส คณะกรรมการบริษัทฯ จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ด้วยการร่วมกำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของทุกบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุดร่วมกัน

จากผลการดำเนินธุรกิจปกติ และกำไรจากการขายหุ้นธนาคารธนชาต เพื่อการรวมกิจการธนาคารธนชาตกับธนาคารทหารไทย คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้มีมติเสนอขออนุมัติผู้ถือหุ้นจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการตามปกติปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 3.00 บาท และเงินปันผลพิเศษหุ้นละ 4.00 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายหุ้นละ 7.00 บาท โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2562 ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 1.20 บาทต่อหุ้น และเมื่อเดือนมกราคม 2563 ได้จ่ายเงินปันผลพิเศษหุ้นละ 4.00 บาท ให้แก่ ผู้ถือหุ้นแล้ว ดังนั้น เมื่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563 มีมติอนุมัติก็จะจ่ายเงินปันผลอีก 1.80 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็น เงินปันผลจากการดำเนินธุรกิจปกติรวม 3.00 บาทต่อหุ้น เพิ่มจากปีก่อนที่จ่าย 2.60 บาทต่อหุ้น

ในปี 2562 ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ โดยคุณธีรนันท์ ศรีหงส์ และคุณปริญญา หอมเอนก ได้รับเชิญเป็นกรรมการธนาคารทหารไทยโดยเป็นกรรมการอิสระ ทั้งสองท่านจึงได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ โดยการเสนอของคณะกรรมการสรรหา กำหนดค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ได้พิจารณามีมติแต่งตั้งคุณสาลินี วังตาล และดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เกี่ยวกับธุรกิจการเงินและการกำกับดูแลธุรกิจเป็นอย่างดี มาร่วมเป็นกรรมการบริษัทฯ แทนกรรมการทั้งสองท่าน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อการเติบโต อย่างยั่งยืนโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยในปี 2562 ได้รับการประเมินตามโครงการสำรวจ การกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียน อยู่ในระดับดีเลิศ (5 ดาว) ได้รับคะแนนการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น 97 คะแนน จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านการคอร์รัปชั่น โดยให้บริษัทในกลุ่มธนชาตทุกบริษัท ร่วมเป็นสมาชิกในโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตตั้งแต่ปี 2557 สำหรับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ยังสานต่อการอนุรักษ์พลังงานและใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า รวมถึงจัดทำสื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการใช้เงินและการออมเงินอย่างถูกวิธี เพื่อส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว และดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ในหลาย ๆ ด้าน โดยมีรายละเอียดเปิดเผยในรายงานประจำปีฉบับนี้แล้ว

คณะกรรมการบริษัทฯ ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลุ่มธนชาตภายใต้การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต

ในนามของคณะกรรมการ



Sign Chairman

( นายบันเทิง ตันติวิท )

ประธานกรรมการ

Sign Chairman

( นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ )

รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่

Sign Chairman

( นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ )

กรรมการผู้จัดการใหญ่