TH EN
 

การบริหารและการจัดการความเสี่ยง

   
ประเภทความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯและบริษัทย่อย มีดังนี้
  1. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)

    ความเสี่ยงด้านเครดิต คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้หรือคู่สัญญาไม่สามารถชำระหนี้ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้ โดยอาจเกิดจากการประสบปัญหาทางการเงินของลูกหนี้ จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการของลูกหนี้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการทำธุรกรรมทางการเงินโดยปกติ เช่น การให้กู้ยืมหรือให้สินเชื่อ การก่อภาระผูกพันหรือการค้ำประกัน ธุรกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้เครดิต และการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ (Market Instrument) ที่ออกโดยองค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลหรือ ธปท. ไม่ค้ำประกัน และตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรเอกชน เช่น หุ้นกู้ เป็นต้น

    ภายใต้นโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต บริษัทฯและบริษัทย่อยได้สร้างวัฒนธรรมทางด้านเครดิต เริ่มจากการจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา หรือผู้ออกตราสารหนี้ โดยใช้แบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่พัฒนาขึ้นตามความเหมาะสมของประเภทคู่สัญญา และมอบหมายให้หน่วยงานวิเคราะห์ความเสี่ยงเครดิตซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้วยแบบวิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการที่มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะเป็น ผู้พิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา วงเงินสินเชื่อหรือลงทุนที่เหมาะสม และเงื่อนไข ต่าง ๆ ในการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพัน รวมทั้งควบคุมสถานะความเสี่ยงทั้งในระดับภาพรวม ด้วยการกระจายความเสี่ยงทางด้านสินเชื่อไปยังแต่ละส่วนธุรกิจและกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ภายใต้ระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนดไว้ ตลอดจนติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่อให้มีการจัดการอย่างเหมาะสม ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เน้นการพิจารณาศักยภาพของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้คืนเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีหน่วยงานควบคุมความเสี่ยงเป็นหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมด้านเครดิตให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต และมีหน่วยงานตรวจสอบรับผิดชอบในการสอบทานสินเชื่อตามแนวทางของ ธปท.

    เพื่อให้ผลตอบแทนสอดรับกับความเสี่ยงที่ได้รับ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการนำเครื่องมือในการวัดผลตอบแทน หลังหักค่าความเสี่ยงต่อเงินกองทุน หรือ Risk Adjusted Return on Capital (RAROC) มาใช้ นอกจากนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อย จัดให้มีการทดสอบภาวะวิกฤต หรือ Stress Test เพื่อคาดการณ์ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภาวะวิกฤตที่จะส่งผลให้ลูกหนี้ มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง หรือไม่สามารถชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาตามสมมติฐานและปัจจัยเสี่ยง ต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นให้มีผลกระทบต่อการทำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมที่ลูกหนี้ดำเนินธุรกิจอยู่

    ปัจจัยความเสี่ยงด้านเครดิตที่สำคัญ มีดังนี้
    1. ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินเชื่อ

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเป้าหมายในการกระจายสินเชื่อให้แก่กลุ่มลูกค้าต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เน้นในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพดี และควบคุมไม่ให้เกิดการกระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป มีการบริหารความเสี่ยง Portfolio ของสินเชื่อโดยรวม มีการติดตามวิเคราะห์และรายงานผลต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ


      สถานะเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 สามารถจำแนกตามประเภทธุรกิจ ได้ดังนี้
      ประเภทธุรกิจ 2560 2559
      มูลหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ มูลหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ
      การเกษตรและเหมืองแร่ 7,498 1.05 14,081 2.03
      อุตสาหกรรมการผลิตและการพาณิชย์ 81,105 11.38 78,238 11.31
      ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง 47,484 6.66 47,881 6.92
      การสาธารณูปโภคและบริการ 58,878 8.26 60,117 8.69
      การบริโภคส่วนบุคคล
      เพื่อที่อยู่อาศัย 97,676 13.70 97,756 14.13
      เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ 4,116 0.58 3,536 0.51
      เพื่อเช่าซื้อ 371,031 52.06 345,343 49.90
      อื่น ๆ 29,504 4.14 28,958 4.18
      อื่น ๆ 15,469 2.17 16,136 2.33
      รวมเงินให้สินเชื่อ 712,761 100.00 692,046 100.00

      จากข้อมูลสินเชื่อโดยรวมพบว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการกระจุกตัวในสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49.90 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 52.06 ทั้งนี้ สินเชื่อเช่าซื้อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อสำหรับบุคคลธรรมดา ซึ่งมีมูลค่าต่อสัญญาไม่สูงมากนัก และมีจำนวนลูกค้ามากทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี

    2. ความเสี่ยงจากการด้อยคุณภาพของสินเชื่อ

      สินเชื่อด้อยคุณภาพ ได้แก่ สินเชื่อจัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สงสัย และสงสัยจะสูญ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของแต่ละสถาบันการเงิน เพราะส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯและบริษัทย่อยได้ให้ความสำคัญ และพยายามควบคุมคุณภาพของสินเชื่อด้วยการกำหนดนโยบายและขั้นตอนในการติดตามคุณภาพของสินเชื่ออย่างสม่ำเสมอ


      สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของบริษัทฯและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการเงิน (ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ)
      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และวันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีดังนี้
      สินเชื่อจัดชั้น 2560 2559
      มูลหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ มูลหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ
      ต่ำกว่ามาตรฐาน 5,957 34.61 4,281 27.20
      สงสัย 2,674 15.53 3,364 21.38
      สงสัยจะสูญ 8,582 49.86 8,093 51.42
      รวม 17,213 100.00 15,738 100.00

      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการเงินมีสินเชื่อด้อยคุณภาพจำนวน 17,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่จำนวน 15,738 ล้านบาท โดยเมื่อพิจารณาจากภาพรวมของเงินให้สินเชื่อ สินเชื่อด้อยคุณภาพ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 2.41 ของยอดรวมเงินให้สินเชื่อ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.27 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม


      สินเชื่อด้อยคุณภาพของบริษัทฯและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการเงิน จำแนกตามประเภทธุรกิจ (ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และวันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีดังนี้
      ประเภทธุรกิจ 2560 2559
      มูลหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ มูลหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ
      การเกษตรและเหมืองแร่ 68 0.40 363 2.31
      อุตสาหกรรมการผลิตและการพาณิชย์ 4,985 28.96 3,348 21.27
      ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง 2,065 12.00 2,364 15.02
      การสาธารณูปโภคและบริการ 1,444 8.39 1,390 8.83
      การบริโภคส่วนบุคคล
      เพื่อที่อยู่อาศัย 3,577 20.78 2,263 14.38
      เพื่อเช่าซื้อ 3,577 20.78 4,637 29.46
      อื่น ๆ 1,253 7.28 1,211 7.70
      อื่น ๆ 244 1.41 162 1.03
      รวมสินเชื่อด้อยคุณภาพ 17,213 100.00 15,738 100.00

      การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา

      (หน่วย: ล้านบาท)

        2560 2559
      จำนวนลูกหนี้ (ราย) 8,820 14,002
      ยอดเงินต้นและดอกเบี้ยคงค้าง 11,169 14,829
      หนี้ส่วนที่หลักประกันไม่คุ้ม 3,678 5,917
      ค่าเผื่อการปรับมูลค่าจากการปรับโครงสร้างหนี้ 1 2
      เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ 713,362 692,677
      ยอดหนี้ปรับโครงสร้างต่อสินเชื่อรวม (ร้อยละ) 1.57 2.14

      ความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างหนี้เป็นความเสี่ยงจากลูกหนี้ด้อยคุณภาพย้อนกลับ นั่นคือหลังจาก ปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้มีการผิดสัญญาและกลับมาเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับบริษัทฯและ บริษัทย่อย ในส่วนของการปรับโครงสร้างหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ลูกหนี้ที่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้มียอดเงินต้นและดอกเบี้ยคงค้างเป็นจำนวนเงินรวม 11,169 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.57 ของยอดรวมเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ โดยยอดรวมของหนี้ปรับโครงสร้างดังกล่าวหากคำนวณสุทธิจากหลักประกันจะมีมูลค่ารวมประมาณ 3,678 ล้านบาท

    3. ความเสี่ยงจากหลักประกัน

      สำหรับการให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดให้มีการวิเคราะห์และจัดระดับคุณภาพของหลักประกันแต่ละประเภท โดยพิจารณาถึงสภาพคล่องและความเสี่ยงของหลักประกันนั้น และนำผลการวิเคราะห์ดังกล่าวไปใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดระดับความเสี่ยงของสินเชื่อ ทั้งนี้ หลักประกันดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์จะมีการประเมินมูลค่าโดยการประเมินราคาหรือตีราคาหลักประกันตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดไว้ โดยประเภทของหลักประกันที่สำคัญของบริษัทฯและบริษัทย่อย ได้แก่ เงินฝากและตั๋วแลกเงิน หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด หลักทรัพย์นอกตลาด อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดแนวทาง มาตรฐานและความถี่ในการประเมินราคาและตีราคาหลักประกันแต่ละประเภท รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำรายงานการประเมินราคาและตีราคาที่มีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ชัดเจนและเพียงพอต่อการตัดสินใจกำหนดราคา ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่ามูลค่าของหลักประกันนั้นลดลง หรือมีการเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน จะต้องมีการพิจารณาการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

      ธุรกรรมสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯและบริษัทย่อย มีรถยนต์เป็นหลักประกันที่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ บริษัทฯ สามารถดำเนินการครอบครองสินทรัพย์ได้ในทันทีเพื่อนำไปขายในตลาดรถยนต์ใช้แล้ว ดังนั้น บริษัทฯและบริษัทย่อยอาจมีความเสี่ยงจากการไม่สามารถยึดรถยนต์ที่เป็นหลักประกันได้ รวมทั้งความเสี่ยงจากการจำหน่ายรถยนต์แต่ไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยง เช่น สภาวะตลาดรถยนต์ใช้แล้ว สภาพของรถที่ได้ยึดมา เป็นต้น ธนาคารธนชาตได้ใช้ข้อมูลจากสถิติคำนวณค่าความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หรือ Loss Given Default (LGD) ประมาณร้อยละ 44 ทั้งนี้ ธนาคารธนชาตได้มีการกันสำรองฯ ที่สูงกว่าค่า LGD เพื่อให้ครอบคลุมความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

    4. ความเสี่ยงจากการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย

      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีทรัพย์สินรอการขายมูลค่าราคาต้นทุนทางบัญชีสุทธิหลังหัก ค่าเผื่อการด้อยค่าจำนวน 4,747 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.46 ของสินทรัพย์รวม มีค่าเผื่อการด้อยค่า 1,800 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 27.49 ของมูลค่าราคาต้นทุนทางบัญชี

    5. ความเสี่ยงจากการค้ำประกันและการอาวัล

      บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ให้บริการกับลูกค้าที่ก่อให้เกิดภาระผูกพันจากการรับอาวัลตั๋วเงิน เล็ตเตอร์ออฟเครดิต การค้ำประกันกู้ยืมเงิน และภาระผูกพันอื่น ซึ่งบริษัทฯและบริษัทย่อยมีความเสี่ยงจากการที่ต้องเข้าไปรับผิดชอบแทนลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา สำหรับความเสี่ยงที่เกิดจากการค้ำประกันและการอาวัล บริษัทฯและบริษัทย่อย ได้ดูแลและควบคุมความเสี่ยงดังกล่าวด้วยการตรวจสอบข้อมูล โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติ ตลอดจนควบคุมและติดตาม โดยใช้แนวทางเดียวกับการให้สินเชื่อตามปกติของบริษัทฯและบริษัทย่อย

      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีภาระผูกพันจากการรับอาวัล การค้ำประกันการกู้ยืมเงินและ ภาระผูกพันอื่น ๆ จำนวน 25,710 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.51 ของสินทรัพย์ทั้งหมด

  2. ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk)

    ความเสี่ยงด้านตลาด คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และราคาตราสารในตลาดเงินตลาดทุนที่มีผลกระทบในทางลบต่อรายได้ และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงด้านราคา ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยบริษัทฯและบริษัทย่อยมีนโยบายในการควบคุมและจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นไปตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯและบริษัทย่อย

    1. ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk)

      เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้และตราสารทุน ทำให้มูลค่าของเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขายของบริษัทฯและบริษัทย่อยลดลง

      บริษัทฯและบริษัทย่อยได้พัฒนาเครื่องมือในการวัดความเสี่ยงโดยใช้แบบจำลองของ Value-at-Risk (VaR Model) เพื่อวัดผลขาดทุนสูงสุด ณ ระดับความเชื่อมั่นหนึ่ง ๆ หากถือครองหลักทรัพย์ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการกำหนด Limit ต่าง ๆ ในการทำธุรกรรมเพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้ เช่น Position Limit และ Loss Limit เป็นต้น โดยมีหน่วยงานควบคุมความเสี่ยง (Risk Control Unit) ซึ่งแยกออกจากหน่วยงานที่ทำธุรกรรม (Front Office) และหน่วยงานที่บันทึกรายการ (Back Office) ทำหน้าที่ควบคุมความเสี่ยงและรายงานสถานะ Limit ต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการ หน่วยงานหรือผู้บริหารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถบริหารความเสี่ยงได้ทันท่วงที บริษัทฯและ บริษัทย่อยมอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาการลงทุน เป็นผู้ควบคุมและติดตามความเสี่ยงด้านนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือดังกล่าวมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำ บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดให้มีการทดสอบเครื่องมือด้วยการทำ Back-testing โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ Bank for International Settlement (BIS) กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการจำลองเหตุการณ์รุนแรงอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลดลงของราคาหลักทรัพย์ในตลาดอย่างรุนแรงเฉียบพลัน หรือทำการทดสอบภาวะวิกฤต Stress Test เพื่อให้คาดการณ์ได้ว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีผลต่อรายได้และเงินกองทุนอย่างไร


      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เงินลงทุนที่มีไว้เพื่อค้าและเผื่อขายของบริษัทฯและบริษัทย่อย จำแนกตามประเภทเงินลงทุน เป็นดังนี้

      (หน่วย: ล้านบาท)


        มูลค่ายุติธรรม
      2560 2559
      เงินลงทุน
      เงินลงทุนเพื่อค้า
      หลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 11,500 9,321
      ตราสารหนี้ภาคเอกชน 5,364 4,782
      ตราสารทุนในความต้องการของตลาดในประเทศ 1,713 1,597
      เงินลงทุนเผื่อขาย
      หลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 114,495 124,804
      ตราสารหนี้ภาคเอกชน 25,373 23,611
      ตราสารหนี้ต่างประเทศ 10,430 11,434
      ตราสารทุนในความต้องการของตลาดในประเทศ 4,531 5,729
      หน่วยลงทุน 625 158
      รวมเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขาย 181,436 170,703

      มูลค่าเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขายของบริษัทฯและบริษัทย่อยปรับเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มการลงทุนใน ตราสารหนี้ภาคเอกชนและตราสารทุนในความต้องการของตลาดในประเทศ จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ค่าความเสี่ยงด้านราคาโดยรวมของบริษัทฯและบริษัทย่อยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าปลายปีที่ผ่านมา

    2. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

      เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนได้รับผลกระทบในทางลบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และรายการนอกงบดุลทั้งหมดที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (Rate Sensitive รายการ) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเป้าหมายที่จะดำเนินงานภายใต้ระบบบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพระยะยาว คือ สามารถรักษาระดับความสัมพันธ์ของสัดส่วนโครงสร้างของสินทรัพย์และหนี้สินที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสำหรับการดำเนินงาน และให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำระหว่างระยะเวลาของการปรับอัตราดอกเบี้ย (Reprice) ในสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันในแต่ละช่วงเวลา (Repricing Gap Analysis) ซึ่งจะมีการวัดความเสี่ยงเป็นประจำ ทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อยมีความเสี่ยงอยู่ในขอบเขตที่สามารถยอมรับได้ จึงได้จัดให้มีการกำหนดระดับเพดานความเสี่ยงและระดับสัญญาณเตือนภัยที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจากโครงสร้างของสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพัน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Reprice) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาตามแผนธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย และมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ควบคุมและติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ภาวะตลาดเงินและตลาดทุน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อาจเป็นสาเหตุของปัจจัยความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย เพื่อกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการรองรับความเสี่ยง

      สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 วิเคราะห์ตามระยะเวลาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ตามสัญญาของสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินของบริษัทฯและบริษัทย่อย ดังนี้

      (หน่วย: ล้านบาท)

      รายการ ระยะเวลาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่หรือวันครบกำหนด
      อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นลงตามอัตราตลาด เมื่อทวงถาม 0-3 เดือน 3-12 เดือน 1-5 ปี เกิน 5 ปี ไม่มีดอกเบี้ย รวม
      สินทรัพย์ทางการเงิน
      เงินสด - - - - - - 11,453 11,453
      รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 1,063 750 79,073 6,963 500 1,200 6,556 96,105
      สินทรัพย์ตราสารอนุพันธ์ - - - - - - 2,889 2,889
      เงินลงทุน 956 - 25,295 15,053 119,277 7,039 9,421 177,041
      เงินให้สินเชื่อ 221,106 4,651 44,916 25,871 240,130 175,940 712,761
      ลูกหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - - - - - - 3,127 3,127
      ลูกหนี้สำนักหักบัญชี - - - - - - 343 343
      รวมสินทรัพย์ทางการเงิน 223,125 5,401 149,284 47,887 359,907 184,179 33,936 1,003,719
      หนี้สินทางการเงิน
      เงินรับฝาก 304,946 51 129,188 233,576 41,264 - 7,066 716,091
      รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 16,875 1,699 39,070 20,759 1,118 1,115 1,707 82,343
      หนี้สินจ่ายเมื่อทวงถาม - - - - - - 1,989 1,989
      หนี้สินตราสารอนุพันธ์ - - - - - - 2,868 2,868
      ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 62 388 893 6,200 21,823 22,230 - 51,596
      เจ้าหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - - - - - - 2,259 2,259
      เจ้าหนี้สำนักหักบัญชี - - - - - - 1,269 1,269
      รวมหนี้สินทางการเงิน 321,883 2,138 169,151 260,535 64,205 23,345 17,158 858,415

      จากโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินข้างต้น หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบัน จะส่งผลกระทบทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิสำหรับช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้าปรับลดลง อันเนื่องมาจากสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทฯและบริษัทย่อยซึ่งอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยคงที่ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยการทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย และการระดมเงินฝากระยะยาวเพิ่มขึ้น

    3. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk)

      เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากการทำธุรกรรมในสกุลเงินต่างประเทศ หรือจากการมีสินทรัพย์ หรือหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศ แบ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการทำธุรกรรมสกุลเงินต่างประเทศ (Transaction Risk) และความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าจากสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินท้องถิ่น (Translation Risk)

      ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ธุรกรรมที่เกี่ยวกับการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ เกิดจากการให้บริการของธนาคารธนชาตซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยธนาคารธนชาตมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย (ALCO) เป็นผู้ควบคุมและติดตามความเสี่ยงประเภทนี้ โดยการพิจารณาถึงความสอดคล้องระหว่างโครงสร้างและอายุครบกำหนดของสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ประกอบกับธนาคารธนชาตมีนโยบายในการกำหนดระดับเพดานความเสี่ยงเพื่อควบคุมผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนต่อรายได้และเงินกองทุน อย่างไรก็ดีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ธนาคารธนชาตมีนโยบายที่จะปิดความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เป็นต้น

      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในระดับต่ำ เนื่องจากสินทรัพย์ ที่เป็นเงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่ บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว

  3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

    ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่บริษัทฯและบริษัทย่อยไม่สามารถชำระหนี้สินและภาระผูกพันเมื่อถึงกำหนด เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินสดได้ หรือไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้เพียงพอ หรือสามารถจัดหาเงินทุนได้แต่ด้วยต้นทุนที่สูงเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยในปัจจุบันและในอนาคต โดยกลไกการบริหารความเสี่ยงจะเริ่มจากการประเมินกระแสเงินสดและฐานะสภาพคล่องในแต่ละช่วงเวลาที่ บริษัทฯและบริษัทย่อยอาจมีความต้องการเงินทุนแตกต่างกันเพื่อรองรับการครบกำหนดของเงินกู้ยืม การลดหนี้สินประเภทอื่นลง หรือการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ โดยใช้เครื่องมือทั้งที่เป็นแบบจำลองวิเคราะห์ฐานะสภาพคล่อง (Liquidity Gap Analysis) อัตราส่วนด้านสภาพคล่องต่าง ๆ ตลอดจนการใช้สถานการณ์จำลองโดยการตั้งสมมติฐาน (“What if” Scenarios) เพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยจะยังคงมีสภาพคล่องที่เพียงพอหรือไม่ ภายใต้กระแสเงินสดที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ของลูกค้าในการต่ออายุสัญญาเมื่อครบกำหนด นอกจากนี้ ยังได้ประมาณการความต้องการสภาพคล่องภายใต้สมมติฐาน ที่แตกต่างกันตามภาวะเศรษฐกิจและเหตุการณ์ไม่ปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบริษัทฯและบริษัทย่อยเองและเกิดกับระบบสถาบันการเงิน

    ขณะเดียวกันบริษัทฯและบริษัทย่อยมีการจัดทำแผนรองรับเหตุฉุกเฉินไว้รองรับกรณีเกิดปัญหาสภาพคล่องและจะมีการทบทวนเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่จะมีผลต่อการดำเนินงานตามแผน ทั้งนี้ การควบคุมและติดตามความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง บริษัทฯและบริษัทย่อยได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะจัดให้มี การประชุมเพื่อติดตามสถานะและบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์


    โครงสร้างแหล่งเงินทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยซึ่งจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของเงินทุนและระยะเวลาของ แหล่งเงินทุน เป็นดังนี้ เงินทุนจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของเงินทุน
      2560 2559
    ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
    เงินรับฝาก 716,091 84.24 676,456 84.15
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 82,343 9.69 65,701 8.17
    ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 51,596 6.07 61,704 7.68
    รวม 850,030 100.00 803,861 100.00

    เงินทุนจำแนกตามระยะเวลาของแหล่งเงินทุน
      2560 2559
    ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
    ไม่เกิน 1 ปี 761,007 89.53 716,573 89.14
    เกิน 1 ปี 89,023 10.47 87,288 10.86
    รวม 850,030 100.00 803,861 100.00

    ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเงินรับฝากและเงินกู้ยืมรวม 850,030 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุน ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเงินฝากจากประชาชนซึ่งมีระยะเวลาครบกำหนดตามสัญญาไม่เกิน 1 ปี อันเป็นลักษณะโครงสร้าง การทำธุรกิจเป็นปกติการค้าของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดี บริษัทฯและบริษัทย่อยได้มีการออกผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เงินฝาก NCD และหุ้นกู้ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการออมเงินให้กับลูกค้า


    สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 วิเคราะห์ตามระยะเวลาครบกำหนดตามสัญญา เป็นดังนี้

    (หน่วย: ล้านบาท)

    รายการ วันที่ครบกำหนดของเครื่องมือทางการเงิน
    เมื่อทวงถาม น้อยกว่า 1 ปี มากกว่า 1 ปี ไม่มีกำหนด รวม
    สินทรัพย์ทางการเงิน
    เงินสด 11,453 - - - 11,453
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 8,369 86,036 1,700 - 96,105
    สินทรัพย์ตราสารอนุพันธ์ - 1,069 1,820 - 2,889
    เงินลงทุน 961 45,416 121,273 9,391 177,041
    เงินให้สินเชื่อ 40,579 195,236 476,946 - 712,761
    ลูกหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - 3,127 - - 3,127
    ลูกหนี้สำนักหักบัญชี - 343 - - 343
    รวมสินทรัพย์ทางการเงิน 61,362 331,227 601,739 9,391 1,003,719
    หนี้สินทางการเงิน
    เงินรับฝาก 307,410 365,945 42,736 - 716,091
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 20,281 59,828 2,234 - 82,343
    หนี้สินจ่ายเมื่อทวงถาม 1,989 - - - 1,989
    หนี้สินตราสารอนุพันธ์ - 1,319 1,549 - 2,868
    ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 399 7,144 44,053 - 51,596
    เจ้าหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - 2,259 - - 2,259
    เจ้าหนี้สำนักหักบัญชี - 1,269 - - 1,269
    รวมหนี้สินทางการเงิน 330,079 437,764 90,572 - 858,415
    ภาระผูกพัน
    การรับอาวัลตั๋วเงิน 2 100 13 - 115
    การค้ำประกันเงินกู้ยืม 87 2,204 - - 2,291
    ภาระตามตั๋วแลกเงินค่าสินค้าเข้าที่ยังไม่ครบกำหนด 48 222 - - 270
    เล็ตเตอร์ออฟเครดิต 250 795 - - 1,045
    ภาระผูกพันอื่น 38,222 39,177 2,077 - 79,476
    รวมภาระผูกพัน 38,609 42,498 2,090 - 83,197
  4. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

    เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี ขาดธรรมาภิบาลในองค์กรหรือ ขาดการควบคุมที่ดีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิบัติงานภายใน คน ระบบงาน หรือเหตุการณ์ภายนอก และส่งผลกระทบต่อรายได้ จากการดำเนินงานและเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น ความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ถูกทางการเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งความเสียหายที่ได้รับจากการตกลงกันนอกชั้นศาล เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงด้านปฏิบัติการจะมีผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านอื่น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) และด้านชื่อเสียง (Reputation Risk)

    บริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและติดตามดูแลความเสี่ยงประเภทนี้ และเนื่องจากการควบคุมภายในเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงจัดให้มีระบบควบคุมภายในที่ดี อันได้แก่

    1. การจัดโครงสร้างองค์กร บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการกำหนดบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งงานให้มีการสอบทานและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (Check and Balance) โดยแยกหน่วยงานที่ทำธุรกรรม (Front Office) ออกจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมและติดตามความเสี่ยง (Middle Office) ซึ่งได้แก่ หน่วยงานควบคุมความเสี่ยง (Risk Control Unit) กับหน่วยงานที่บันทึกรายการ (Back Office)
    2. การจัดให้มีหน่วยงานสนับสนุนการทำธุรกรรม เช่น หน่วยงานคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ หน่วยงานกฎหมาย หน่วยงานประเมินราคา ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านและเป็นอิสระ เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
    3. การจัดให้มีระเบียบปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทุกประเภทและคู่มือการปฏิบัติงานของพนักงาน ตลอดจนระเบียบอำนาจอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานภายในองค์กรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
    4. การจัดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อควบคุม ติดตาม และประเมินความเสี่ยงของบริษัทฯและบริษัทย่อย ตรวจสอบข้อผิดพลาด ปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    5. การจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการรองรับการขยายตัวของธุรกิจและสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้า ทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านข้อมูล โดยเฉพาะการป้องกันความเสียหายจากการลักลอบเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง
    6. การจัดทำแผนรองรับการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) ประกอบด้วยแผนฉุกเฉิน แผนระบบสำรองและแผนการฟื้นฟูการดำเนินงาน เพื่อควบคุมไม่ให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก รวมทั้งจัดให้มีการซักซ้อม เพื่อทดสอบความพร้อมของแผนและเพื่อการปรับปรุงแผนให้สามารถปฏิบัติงานได้จริงและมีประสิทธิภาพ

    ประกอบกับการที่บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการใช้บริการจากบุคคลภายนอกดำเนินการแทนในบางกลุ่มกิจกรรมเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินในปัจจุบันและในอนาคต บริษัทฯและบริษัทย่อยได้มีการกำหนดนโยบาย เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการใช้บริการจากบุคคลภายนอก (Outsourcing) ขึ้น โดยนโยบายดังกล่าวนอกจากจะมีแนวทางการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับข้อบังคับในเรื่องเดียวกันที่ออกโดย ธปท. แล้ว ยังเพื่อประโยชน์ในการควบคุมภายในของบริษัทฯ และบริษัทย่อยด้วย

    สำหรับการวัดและประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบหรือเงื่อนไขของวิธีการที่ใช้ในการวัดและประเมินความเสี่ยงภายในของบริษัทฯและบริษัทย่อยเอง โดยวิธีการดังกล่าวบริษัทฯและบริษัทย่อยมีการพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แนวทางการกำกับดูแลของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ลักษณะและความซับซ้อนของธุรกิจ ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของบริษัทฯ โอกาสและ/หรือความถี่ (Probability, Likelihood หรือ Frequency) ตลอดจนผลกระทบ (Impact หรือ Severity) ของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ตามที่ ธปท. กำหนดให้ กลุ่มธนชาตดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ด้านตลาด และด้านปฏิบัติการตามแนวทางของ Basel III นั้น กลุ่มธนชาตได้เลือกวิธีการคำนวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยวิธี Basic Indicator Approach

    นอกจากนี้ ในการติดตามดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดเป็นนโยบายให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานมีความรับผิดชอบในการติดตามความเสี่ยง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานตามปกติ ซึ่งจะช่วยให้รับทราบถึงความเสี่ยงและปัญหาที่เกิดขึ้น และเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ไม่ส่งผลเสียหายต่อบริษัทฯและบริษัทย่อย ถึงกระนั้นก็ดี เพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินงานและปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลปัจจัยเสี่ยง บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงจัดให้มีการจัดเก็บและรายงานข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่น ข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น (Loss Data) ดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators) จุดที่มีความเสี่ยงสำคัญ เป็นต้น เสนอต่อคณะกรรมการของบริษัทฯ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้บริษัทฯและบริษัทย่อยประเมินความสามารถของระบบควบคุมภายในว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด อีกทางหนึ่งด้วย

  5. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)

    ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการกำหนดแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงาน และการนำไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกอันส่งผลกระทบต่อรายได้เงินกองทุนหรือการดำรงอยู่ของบริษัทฯและบริษัทย่อย ในการบริหารความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ บริษัทฯและบริษัทย่อยจัดให้มีการทำแผนกลยุทธ์สำหรับช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า และจัดให้มีการทบทวนแผนงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ภายนอกที่อาจส่งผลกระทบถึงการบรรลุเป้าหมาย ของธุรกิจ โดยคณะกรรมการบริหารเป็นผู้ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ เปรียบเทียบกับแผนงานประจำปีที่กำหนดเป้าหมายไว้อย่างสม่ำเสมอ

  6. ความเสี่ยงจากมาตรการหรือกฎระเบียบของทางการ

    ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หมายความว่า ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่บังคับใช้กับธุรกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินเป็นจำนวนสูง ความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทฯ หรือการถูกทางการเข้าแทรกแซง ซึ่งการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงข้อบังคับ กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ เช่น ธปท. ก.ล.ต. ตลท. คปภ. ปปง. และหน่วยงานอื่น ๆ แต่ละครั้งอาจส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย

    กลุ่มธนชาตมีหน่วยงานกำกับกฎระเบียบและข้อบังคับของธนาคารธนชาต ที่ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ ธนาคารธนชาต ทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานของบริษัทฯ และบริษัทในกลุ่มธนชาต ให้เป็นไปตามกฎระเบียบและข้อบังคับของทางการและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนให้คำปรึกษา เผยแพร่ความรู้ให้กับผู้บริหารและพนักงาน และสนับสนุนผู้บริหารระดับสูงให้สามารถบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานตรวจสอบภายใน รวมทั้งปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะ เช่น การป้องกันการฟอกเงิน การประสานงานกับ ผู้กำกับดูแล หรือหน่วยงานทางการ เป็นต้น โดยมีการรายงานคู่ขนานต่อผู้บริหารสูงสุดของบริษัทฯ และธนาคารธนชาต กับคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารธนชาตและคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ

    การประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หน่วยงานกำกับกฎระเบียบและข้อบังคับจะทำการประเมินความเสี่ยง ด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกิจกรรมต่าง ๆ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกของบริษัทฯและบริษัทย่อย ซึ่งครอบคลุมถึงทิศทางการกำกับดูแลของทางการ ผลการตรวจสอบของทางการ นโยบายธุรกิจ ข้อหารือ ข้อร้องเรียน การควบคุมภายใน และระบบงานภายในที่รองรับในเรื่องที่พิจารณานั้น ๆ โดยมีการกำหนดน้ำหนัก ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง ในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ตามแนวทาง Risk Based Approach (RBA) เพื่อใช้ในการสุ่มสอบทานการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ (Control and Monitor) และติดตามข้อบกพร่องที่ตรวจพบพร้อมเสนอแนวทางการปรับปรุง